เข้าสู่ระบบ
อีเมล์
รหัสผ่าน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
ผู้ชม
วันนี้ 33
เมื่อวาน 209
ทั้งหมด 92,128
ชมหน้าอื่นๆ
วันนี้ 33
เมื่อวาน 211
ทั้งหมด 124,121
เกี่ยวกับจังหวัดจันทบุรี

ข้อมูลของจังหวัดจันทบุรี

1. สภาพทั่วไป

สัญลักษณ์จังหวัดจันทบุรี (ตราประจำจังหวัด)

      รูปกระต่ายอยู่ในดวงจันทร์ เปล่งแสงเป็นประกาย แสงจันทร์ หมายถึงความสวยงาม เยือกเย็น ละมุนละไม เปรียบได้กับความสงบ รื่นรมย์ และร่มเย็นเป็นสุขของภูมิภาคนี้ รูปกระต่ายเป็นสัญลักษณ์ส่วนหนึ่งของดวงจันทร์ ซึ่งชาวไทยทั่วไปเชื่อว่ามีอยู่เช่นนั้นมาแต่ดึกดำบรรพ์เช่นเดียวกับที่จันทบุรีเป็นเมืองโบราณมีชื่อปรากฏในพงศาวดารมาตั้งแต่แรกสร้างกรุงศรีอยุธยา

จังหวัดจันทบุรีใช้อักษรย่อว่า “จบ”


คำขวัญจังหวัดจันทบุรี

น้ำตกลือเลื่อง เมืองผลไม้ พริกไทยพันธุ์ดี อัญมณีมากเหลือ เสื่อจันทบูร สมบูรณ์ธรรมชาติ สมเด็จพระเข้าตากสินมหาราช รวมญาติกู้ชาติที่จันทบุรี


ธงประจำจังหวัดจันทบุรี


ดอกไม้ประจำจังหวัดต้นไม้ประจำจังหวัด

ชื่อพรรณไม้ จันชื่อดอกไม้ ดอกเหลืองจันทบูร

ชื่อวิทยาศาสตร์ Diosppyros decandra

 


ที่ตั้งและอาณาเขต

     จังหวัดจันทบุรี ตั้งอยู่ภาคตะวันออกของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 223 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 6,338 ตร.กม. หรือประมาณ 3,961,250 ไร่ แยกเป็นรายอำเภอดังนี้

 อำเภอเมืองจันทบุรี ประมาณ253  ตารางกิโลเมตร
 อำเภอขลุง ประมาณ 766 ตารางกิโลเมตร
 อำเภอท่าใหม่ ประมาณ 613 ตารางกิโลเมตร
 อำเภอแหลมสิงห์ ประมาณ 191 ตารางกิโลเมตร
 อำเภอโป่งน้ำร้อน ประมาณ 927 ตารางกิโลเมตร
 อำเภอมะขาม ประมาณ 480 ตารางกิโลเมตร
 อำเภอสอยดาว ประมาณ 734 ตารางกิโลเมตร
 อำเภอแก่งหางแมว ประมาณ 1,254 ตารางกิโลเมตร
 อำเภอนายายอาม ประมาณ 300 ตารางกิโลเมตร
 กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ ประมาณ 830 ตารางกิโลเมตร

เขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง

 ด้านเหนือ  ติดต่อกับ จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา และจังหวัดสระแก้ว
 ด้านใต้ ติดต่อกับ จังหวัดตราดและอ่าวไทย
 ด้านตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดตราด และประเทศกัมพูชา
 ด้านตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัด  ระยองและอ่าวไทย

แผนที่แสดงที่ตั้งและอาณาเขต

 

 การปกครอง

การปกครองส่วนภูมิภาคแบ่งออกเป็น 9 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ 76 ตำบล 721 หมู่บ้าน ประชากร 511,587 คน

การปกครองส่วนท้องถิ่นประกอบด้วย

1. องค์การบริหารส่วนจังหวัด

2. เทศบาล (เทศบาลเมือง 2 แห่ง , เทศบาลตำบล 14 แห่ง)

3. องค์การบริหารส่วนตำบล 68 แห่ง

4. จำนวนตำบลในจังหวัดจันทบุรีประกอบด้วย อำเภอเมืองจันทบุรี 11 ตำบล   อำเภอท่าใหม่

14  ตำบล อำเภอขลุง 12 ตำบล   อำเภอมะขาม 6 ตำบล   อำเภอแหลมสิงห์ 7 ตำบล   อำเภอโป่งน้ำร้อน          5  ตำบล  อำเภอแก่งหางแมว 5 ตำบล  อำเภอนายายอาม 6 ตำบล  กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ 5 ตำบล


2.  ด้านการเกษตร

โครงสร้างการผลิตทางการเกษตร

     จังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่ทั้งหมด 3,961,250 ไร่ เป็นพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 2,054,326 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 51.86 ของพื้นที่ทั้งหมด ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวน โดยพื้นที่ร้อยละ 73 ของพื้นที่การเกษตรเป็นพื้นที่ปลูกไม้ผลไม้ไม้ยืนต้น

การเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดจันทบุรี

·       ทุเรียน  เป็นผลไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและทำรายได้ให้กับจังหวัดมากที่สุด พื้นที่เพาะปลูกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น 279,923 ไร่ มากที่สุดในภาคตะวันออก และเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ พันธุ์ที่นิยมปลูก ได้แก่ พันธุ์หมอนทอง ชะนี ก้านยาว กระดุม เป็นต้น

แหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่  อำเภอท่าใหม่  นายายอาม กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ ขลุง มะขาม   แก่งหางแมว เมือง โป่งน้ำร้อน สอยดาว และแหลมสิงห์ ตามลำดับ

·       เงาะ  เป็นผลไม้ที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากรองจากทุเรียน ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น 193,596 ไร่ (เป็นอันดับหนึ่งของประเทศเช่นเดียวกับทุเรียน)

แหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่  กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ นายายอาม ท่าใหม่ มะขาม ขลุง              แก่งหางแมว แหลมสิงห์ โป่งน้ำร้อน และสอยดาว ตามลำดับ

·       มังคุด เป็นผลไม้ที่มีพื้นที่การเพาะปลูกเป็นอันดับ 3 รองจากทุเรียน และเงาะ ปัจจุบันมี   พื้นที่ปลูก 85,906 ไร่

แหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่  อำเภอมะขาม กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ นายายอาม ขลุง ท่าใหม่ เมือง แก่งหางแมว โป่งน้ำร้อน แหลมสิงห์ และสอยดาว ตามลำดับ

 

 

สถิติการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ปีการเพาะปลูก 2541 – 2546 จังหวัดจันทบุรี

 

ชนิดพืช

ปีการเพาะปลูก

2541

2542

2543

2544

2545

2546

ทุเรียน  :

     พื้นที่ปลูกรวม     (ไร่)

     พื้นที่ให้ผลผลิต   (ไร่)

    ผลผลิตรวม         (ตัน)

    ผลผลิตเฉลี่ย  (กก./ไร่)

 

287,903.00

248,845.00

347,841.00

1,398.00

 

289,416.00

247,992.00

397,568.68

1,603.00

 

293,036.00

269,973.00

438,953.92

1,626.00

 

292,250.00

276,209.00

476,059.89

1,724.00

 

294,391.00

278,076.00

480,890.00

1,726.00

 

279,923.00

264,878.00

361,740.00

-

เงาะ  :

     พื้นที่ปลูกรวม     (ไร่)

     พื้นที่ให้ผลผลิต   (ไร่)

    ผลผลิตรวม         (ตัน)

    ผลผลิตเฉลี่ย  (กก./ไร่)

 

207,578.00

189,851.00

284,556.00

1,499.00

 

204,664.00

175,192.00

275,990.67

1,575.00

 

209,302.00

196,892.00

304,579.89

1,547.00

 

220,456.00

205,046.00

327,603.53

1,598.00

 

208,408.00

202,797.00

344,378.00

1,698.00

 

193,596.00

185,993.00

267,450.00

-

มังคุด  :

     พื้นที่ปลูกรวม     (ไร่)

     พื้นที่ให้ผลผลิต   (ไร่)

    ผลผลิตรวม         (ตัน)

    ผลผลิตเฉลี่ย  (กก./ไร่)

 

73,139.00

47,162.00

34,288.00

727.00

 

73,865.00

51,617.00

53,814.17

1,043.00

 

76,541.00

62,218.00

63,331.72

1,071.00

 

78,037.00

66,507.00

68,210.98

1,026.00

 

79,058.00

69,969.00

70,659.00

1,010.00

 

85,906.00

71,713.00

44,050.00

-

 


3. ด้านการค้า

ศูนย์กลางการค้าและการตลาดที่สำคัญ

โครงสร้างตลาด

การค้าของจังหวัดจันทบุรีจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งในด้านการผลิตและการจำหน่าย เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศและทรัพยากรธรรมชาติเอื้ออำนวย พื้นที่เป็นกลุ่ม ดินอุดมสมบูรณ์ อากาศชุ่มชื้นเหมาะแก่การทำการเกษตร สามารถปลูกได้ทั้งพืชสวน ไม้ผล ไม้ยืนต้น และพืชไร่ เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด ลำไย มะม่วง มะพร้าว ลองกอง ลางสาด ยางพารา พริกไทย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง สับปะรด ทานตะวัน ฯลฯ เขตติดต่อทะเล ประชากรส่วนใหญ่ที่ติดชายฝั่งทะเล ประกอบอาชีพปะมง และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นอกจากที่กล่าวข้างต้นแล้ว จังหวัดจันทบุรี ยังมีอาณาเขตชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและมีการเปิดจุดผ่อนปรนเพื่อทำการค้าขายต่อกันถึง 5 จุด ในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน และอำเภอสอยดาว ซึ่งทำรายได้เข้าประเทศ/เข้าจังหวัดปีละหลายร้อยล้านบาท

ลักษณะการค้าส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในครอบครัว บริเวณย่านชุมชน ในเขตเทศบาล ธุรกิจและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีน้อย ดังนั้น สินค้าอุตสาหกรรมจึงต้องนำเข้าจากจังหวัดอื่น เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี นครราชสีมา ระยอง สระบุรี เป็นต้น ส่วนตลาดที่รองรับสินค้าของจังหวัดจันทบุรีได้ส่วนหนึ่ง คือ จังหวัดตราด เพราะมีอาณาเขตติดติดต่อกัน การคมนาคมและสินค้าบางชนิดในจังหวัดตราด ก็ส่งมาจำหน่ายในจังหวัดจันทบุรี เช่น ผลไม้ พริกไทย พลอย เป็นต้น

ศูนย์กลางการตลาดที่สำคัญ

ศูนย์กลางการตลาดมี 3 ลักษณะ คือ ตลาดสินค้าเกษตร มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปตามแหล่งผลิตแต่ละอำเภอ เช่น ตลาดผลไม้ ตลาดสินคาอุตสาหกรรม มักจะรวมอยู่ในเขตชุมชน เช่น สินค้าอัญมณี เป็นต้น ส่วนตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเป็นส่วนใหญ่ เพื่อความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย สามารถแยกพิจารณาแต่ละลักษณะตลาด ดังนี้

ตลาดสินค้าเกษตร

1)      ตลาดผลไม้ตามฤดูกาล

1.1   ตลาดปากแซง  ต.พลับพลา อ.เมืองจันทบุรี อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ 5 กิโลเมตร ตามเส้นทางจันทบุรีสระแก้ว ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 317 ดำเนินการโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี มีโรงเรือนอำนวยการสถานที่จอดรถยนต์สำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย ผู้ขายต้องเสียค่าบริการรถยนต์บรรทุกเล็ก คันละ 10 บาท ตลาดจะเปิดตั้งแต่เวลา 09.0020.00 น.เป็นตลาดขายส่งผลไม้โดยเฉพาะ

1.2   ตลาดบริเวณริมทะเลสาบ  (ทุ่งนาเชย) ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองจันทบุรี ถนนเทศบาล 3 ดำเนินการโดยเทศบาลเมืองจันทบุรี เป็นตลาดขายปลีกผลไม้นานาชนิดตามฤดูกาล โดยจัดแบ่งให้เช่าเป็นร้าน (ซุ้ม) แก่ผู้ค้าทั่วไป ลักษณะเป็นการจำหน่ายปลีกให้แก่ นักทัศนาจรเป็นหลัก โดยเน้นสินค้าคุณภาพ เปิดดำเนินการระหว่างเดือนเมษายนกรกฎาคม ของทุกปี

1.3   ตลาดกระทิง  ตั้งอยู่ห่างจากสี่แยกเขาไร่ยา แยกเข้าไปตามถนนจันทบุรีน้ำตกกระทิง   ประมาณ 16 กิโลเมตร อยู่ในท้องที่กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ เป็นตลาดเอกชนซื้อขายเงาะเป็นหลัก เปิดดำเนินการระหว่างเดือนเมษายนกรกฎาคม ของทุกปี

1.4   ตลาดกลางผลไม้กระทิง ตั้งอยู่ห่างจากสี่แยกเขาไร่ยาเข้าไปตามถนนจันทบุรีน้ำตก

กระทิงประมาณ 18 กิโลเมตร อยู่เยื้องกับโรงเรียนพลวงวิทยาคม ดำเนินการโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งรับโอนมาจากชมรมชาวสวนผลไม้กระทิง เป็นตลาดขายส่งเงาะเป็นหลัก

1.5   ตลาดเนินสูง   ตั้งห่างจากสี่แยกเขาไร่ยาไปตามเส้นทางถนนสุขุมวิท (จันทบุรี

กรุงเทพฯ) ประมาณ 6 กิโลเมตร อยู่ในเขตอำเภอท่าใหม่ เจ้าของตลาด คือ วัดบูรพาพิทยาราม โดยมีการตั้งแผงซื้อขายทั้งปลีกและส่ง ผู้ที่เข้าไปขายต้องเสียค่าบริการเช่นเดียวกับตลาดปากแซง รถยนต์บรรทุกเล็กคันละ 10 บาท ตลาดเนินสูงนี้เป็นตลาดขายส่งทุเรียนเป็นหลัก และเป็นตลาดส่งออกทุเรียนอีกด้วย โดยผู้ส่งออกะเข้าไปเปิดจุดรับซื้อเพื่อการส่งออก นับว่าเป็นตลาดทุเรียนที่ใหญ่ที่สุด เปิดดำเนินการระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน ของทุกปี

 

1.6   ตลาดห้วยสะท้อน  ตั้งอยู่ห่างจากตลาดเนินสูงไปตามเส้นทางถนนสุขุมวิท อีก 6

กิโลเมตร อยู่ในเขตอำเภอท่าใหม่ ดำเนินการโดยเอกชน เป็นตลาดซื้อขายส่งเงาะเป็นหลัก มีความสำคัญไม่แพ้ตลาดศาลาปากแซง

1.7   ตลาดหนองคล้า  ตั้งอยู่ห่างจากตลาดห้วยสะท้อนไปตามเส้นทางถนนสุขุมวิท ประมาณ 1 กิโลเมตร อยู่ในเขตสุขาภิบาลหนองคล้า อำเภอท่าใหม่ ดำเนินการโดยเอกชน เป็นตลาดซื้อขายทุเรียนเป็นหลัก

1.8   ตลาดกลุ่มเกษตรกรทุ่งเบญจา  ตั้งอยู่ห่างจากตลาดห้วยสะท้อนไปตามเส้นทางถนน

สุขุมวิท ประมาณ 0.5 กิโลเมตรดำเนินการจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มเกษตรกรทำสวนทุ่งเบญจาอยู่ในเขตอำเภอท่าใหม่ มีการตั้งแผงซื้อขายทุเรียนและเงาะ ทั้งขายส่งและขายปลีก

1.9   ตลาดสามแยกตะปอนน้อย  ตั้งอยู่ริมถนนจันทบุรี-ตราด (สุขุมวิม) ห่างจากตัวจังหวัด

ประมาณ 17 กิโลเมตร อยู่ในเขตอำเภอขลุง  เป็นตลาดซื้อขายเงาะเป็นหลัก

1.10      ตลาดสหกรณ์การเกษตรขลุง  อยู่ห่างจากสามแยกตะปอนน้อย ไปตามเส้นทางถนน

สุขุมวิท (จันทบุรี-ตราด) ประมาณ 8 กิโลเมตร บริเวณหน้าสำนักงานสหกรณ์การเกษตรขลุง อำเภอขลุง เป็นตลาดซื้อขายส่งและปลีกเงาะเป็นหลัก

1.11      ตลาดผลไม้แม่พิมพ์  ดำเนินการโดยบริษัท แม่พิมพ์ แลนด์ แอนด์เฮ้าส์ ทำการเปิดรับซื้อผลไม้เพื่อการส่งออกโยเฉพาะทุเรียน และในปี 2542/42 เป็นสถานที่รับซื้อขายทุเรียนของสหกรณ์ชาวสวนจันทบุรี

1.12      ตลาดกลางสินค้าเกษตรวังแซ้ม  ตั้งอยู่ห่างจากถนนจันทบุรี-ตราด (สุขุมวิท) เข้าแยกทางตำบลแสลง อำเภอเมืองจันทบุรี ไปตามเส้นทางวังแซ้ม-กระทิง ประมาณ 20 กิโลเมตร ดำเนินงานโดย     กลุ่มเกษตรกรทำสวนวังแซ้ม ร่วมกับสภาตำบลวังแซ้ม อำเภอมะขาม มีบริเวณจอดรถกว้างขวาง เปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2535 ไม่คิดค่าบริการจอดรถแต่อย่างใด และซื้อขายเงาะ มังคุด ทุเรียน ทั้งขายส่งและปลีก เปิดดำเนินการระหว่างเดือนเมษายนกรกฎาคม และใช้เป็นตลาดกลางซื้อขายยางพารา ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-เดือนมีนาคม ของทุกปี

1.13      ตลาดสามแยกอำเภอมะขาม  ตั้งอยู่ริมถนน (จันทบุรี-สระแก้ว) หน้าที่ว่าการอำเภอมะขาม ห่างจากตัวจังหวัดจันทบุรีไปอำเภอโป่งน้ำร้อน ประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นตลาดธรรมชาติไม่คิดค่าบริการจอดรถ ทำการซื้อขายทุเรียน เงาะ มังคุด ทั้งส่งและปลีก

                  ตลอดทั้ง 13 แห่งนี้ เป็นตลาดที่รองรับผลผลิตผลไม้ตามฤดูกาลจากเกษตรกรชาวสาวและผู้ซื้อจากต่างจังหวัดแต่ละตลาดที่สำคัญ ๆ มีผลไม้จำหน่ายปริมาณมาก ได้แก่ ตลาดศาลาปากแซง ตลาดเนินสูง ตลาดห้วยสะท้อน ตลาดกระทิง ตลาดหนองคล้า ตลาดสหกรณ์การเกษตรขลุง และตลาดสหกรณ์การเกษตรเมืองจันทบุรี ตลาดเหล่านี้จะมีผู้ส่งออกเข้าไปเปิดจุดรับซื้อเพื่อส่งออก ลักษณะการซื้อขายผลไม้ในตลาดทั้ง 13 แห่งนี้ มีการซื้อขายเป็นเงินสด

 

           2)      ตลาดพืชไร่

แหล่งผลผลิตพืชไร่ที่สำคัญ ได้แก่ เขตอำเภอสอยดาว อำเภอโป่งน้ำร้อน และอำเภอ             

แก่งหางแมว ตลาดกลางการค้าพืชไร่ ยังไม่มี แต่จะอาศัยพ่อค้าท้องถิ่นเป็นผู้ซื้อและรวบรวม หรือเก็บไว้เพื่อส่งไปยังตลาดสำคัญจังหวัดอื่น เช่น มันสำปะหลัง  พ่อค้าท้องถิ่นหรือลานมันทำมันเส้นจะเป็นผู้ซื้อและจัดส่งไปยังจังหวัดระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว และปราจีนบุรี : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  พ่อค้าไซโลท้องถิ่นจะเป็นผู้รับซื้อและจัดส่งไปยังผู้ส่งออกไซโล กรุงเทพฯ โรงอาหารสัตว์สมุทรปราการ และผู้ส่งออกไซโลวังน้ำเย็น   จังหวัดปราจีนบุรี : อ้อยโรงงาน  สมาชิกชาวไร่อ้อยจะตัดอ้อยไปส่งโรงงานที่ชลบุรี และปราจีนบุรี

            ตลาดสินค้าอุตสาหกรรม

            จันทบุรีมีโรงงานอุตสาหกรรมน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อมที่ใช้วัตถุดิบจากภาคการเกษตร เช่น โรงงานแป้งมันสำปะหลัง โรงงานผลิตคลูโคสจากมันสำปะหลัง โรงงานพริกไทยป่น ยางแผ่นรมควัน กาแฟบดคั่ว โรงงานทำเส้นก๋วยเตี๋ยว โรงงานทอเสื่อ โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ยางพารา และโรงงานเครื่องปั้นดินเผาและเผาอิฐ ลักษณะของตลาดสินค้าเหล่านี้จะมีการสั่งซื้อจากโรงงานโดยตรง ไม่มีศูนย์กลาง มีเพียงสินค้าอุตสาหกรรมเจียระไนอยู่ในบริเวณเดียวกัน โดยใช้อาคารที่พักเป็นแหล่งผลิตเจียระไน            และค้าพลอยสองฟากฝั่งถนน การซื้อขายพลอยจะคึกคักมากในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ทุกวันศุกร์และวันเสาร์ลูกค้าส่วนใหญ่จะเดินทางมาจากกรุงเทพฯ และจากต่างประเทศเดินทางมา ซื้อขายด้วย

            ปริมาณและมูลค่าการค้าชายแดนไทยกับกัมพูชา

            ปริมาณและมูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดจันทบุรี ผ่านด่านศุลกากรจันทบุรีตั้งแต่ปี 2535-2547 (มีนาคม 2547) มีมูลค่าการค้าทั้งสิ้น 8,338386 ล้านบาท แยกเป็นมูลค่าการส่งออก 5,986.59 ล้านบาท มูลค่าการนำเข้า 2,352.27 ล้านบาท ดุลการค้าเกินดุล 3,634.32 ล้านบาท โดยในปี 2535-2540 ประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทไม้ซุง และไม้แปรรูป ในขณะที่ไทยส่งสินค้าออกจำนวนน้อยมาก และส่วนใหญ่เป็นเพียงสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น อย่างไรก็ตามหลังจากมีการปิดจุดผ่อนปรนตามแนวชายแดนชั่วคราว ในปี 2539 เนื่องจากมีการสู้รบและเริ่มเปิดแนวชายแดนใหม่ในปลายปี 2540 ไทยก็เริ่มส่งออกสินค้ามากขึ้น ตั้งแต่ ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน

 

ตารางแสดงมูลค่าการค้าขายชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านด่านศุลกากรจันทบุรี

ปี

มูลค่า

การค้ารวม

มูลค่า

การส่งออก

มูลค่า

การนำเข้า

ดุลการค้า

2535

2536

2537

2538

2539

2540

2541

2542

2543

2544

2545

2546

2547

(ม.ค.-มี.ค.)

1,176.59

194.88

153.05

485.96

-

234.16

1,059.62

1,002.34

677.30

661.48

757.32

1,338.59

597.57

 

110.88

-

-

-

-

60.48

901.42

957.90

655.45

651.37

741.66

1,321.59

585.84

1,065.71

194.88

153.05

485.96

-

173.68

158.20

44.44

21.85

10.11

15.66

17.00

11.73

-954.83

-194.88

-153.05

-485.96

-

-113.20

743.22

913.46

633.60

641.26

726.00

1,304.59

574.11

 

รวม

8,338.86

5,986.59

2,352.27

3,634.32

ที่มา  :  ด่านศุลกากรจันทบุรี และรวบรวมโดย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี

หมายเหตุ  :  ปี 2539 ไม่มีมูลค่าการค้า เนื่องจากจังหวัดปิดจุดผ่อนปรน เพราะเกิดการสู้รบในกัมพูชา

 

ประเภทสินค้าส่งออกและสินค้านำเข้า

            การค้าขายแดนไทยกับกัมพูชาบริเวณจังหวัดจันทบุรี สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย คือ สินค้า     เชื้อเพลิง ได้แก่ น้ำมันเบนซินพิเศษ ออกเทน 95 , น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว , น้ำมันเบนซินธรรมดา ออกเทน 91 เป็นต้น สินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำตาลทราย นมข้นหวานแปลงไขมัน เป็นต้น และ  สินค้าเครื่องดื่ม ได้แก่ เบียร์ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำผลไม้

            ส่วนสินค้านำเข้าจากกัมพูชา คือ สินค้าไม้และผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ไม้ไผ่ลำ สินค้าหนังและสินค้า   ผลิตภัณฑ์จากหนัง ได้แก่ หนังโคหมักเกลือ และสินค้าประมง ปศุสัตว์ ได้แก่ กระบือมีชีวิต โคมีชีวิต เป็นต้น

 

 4. หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)

สรุปผลการดำเนินงาน หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)

1. จำนวนผลิตภัณฑ์ นตผ. ที่ขึ้นทะเบียนของจังหวัดจันทบุรี

-  ผลิตภัณฑ์ / สินค้า จำนวน 135 รายการ (เข้าร่วมคัดสรร 197 รายการ รวม SMEs ด้วย)

-  วัฒนธรรม / ท่องเที่ยว / บริการ 70 รายการ

รวม  265  รายการ


2. การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ นตผ. ที่ได้รับรองแล้ว

-  มาตรฐาน  อย. จำนวน 42 รายการ

-  มาตรฐาน มอก. / มผช. จำนวน 15 รายการ (มผช = กลุ่มทอเสื่อกกบางสระเก้า)

-  มาตรฐาน ฮาลาล จำนวน 19 รายการ

-  รหัสสากล (บาร์โค๊ต) จำนวน 18 รายการ

-  สิทธิบัตร จำนวน 2 รายการ

รวม  96  รายการ


3. ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แยกเป็น

3.1  ระดับจังหวัด 120  รายการ

-  ระดับ 4 ดาว   83  รายการ

ระดับ 5 ดาว   37  รายการ


3.2  ระดับภาค             76  รายการ

-  ระดับ 4 ดาว       60  รายการ

ระดับ 5 ดาว      16  รายการ


4. การตลาด

-  ศูนย์สาธิตการตลาด จำนวน 14 แห่ง

-  ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์  จำนวน 12 แห่ง

-  ร้านค้าชุมชน จำนวน 15 แห่ง

-  สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 12 แห่ง

-  ห้างสรรพสินค้า จำนวน 6 แห่ง

-  ร้านค้าทั่วไป จำนวน 82 แห่ง

-  แหล่งท่องเที่ยว / โรงแรม , รีสอร์ท / สถานีขนส่ง จำนวน 48 แห่ง

-  สถานที่อื่น ๆ / งานจำหน่าย / ลานค้าชุมชน จำนวน 873 แห่ง 


5. สรุปผลการจำหน่ายสินค้า นตผ. ปี 2546-2547

-  ยอดจำหน่ายปี 2546 (ต.ค. 2545- ก.ย. 2546) จำนวน 1,053 ล้านบาท

-  ยอดจำหน่ายปี 2547 (ต.ค. 2546- มี.ค. 2547) จำนวน 810 ล้านบาท


5.  กรอบแนวทางการจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการ

            สืบเนื่องจากพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริการกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 จึงก่อให้เกิดแนวทางการพัฒนาการปฏิบัติราชการและประเมินผล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ให้จังหวัดปฏิบัติดังนี้

1. ให้ทุกจังหวัดยกเว้นกรุงเทพมหานคร จะต้องจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการ โดยในการจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการและการประเมินผล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ให้ยึดแผนยุทธศาสตร์ของกลุ่มจังหวัด ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วเป็นหลัก และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของกลุ่มจังหวัด และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามในคำรับรองการปฏิบัติราชการกับรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้กับกำการปฏิบัติราชการในส่วนภูมิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และปลัดกระทรวงมหาดไทย

2. ในการกำหนดตัวชี้วัดตามแผนยุทธศาสตร์ของกลุ่มจังหวัดและจังหวัด ต้องเป็นตัวชี้วัดที่มี     ข้อมูลที่สามารถจัดเก็บจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ภายในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2547

3. จังหวัดจะได้รับการประเมินใน 4 มิติ คือ มิติด้านประสิทธิผลตามพันธกิจ มิติด้านประสิทธิภาพของการปฏิบัติราชการ มิติด้านคุณภาพการให้บริการ และมิติด้านการพัฒนาองค์กร ซึ่งมีน้ำหนักความสำคัญ รวมร้อยละ 100

4. เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 จังหวัดที่ให้คำรับรองการปฏิบัติราชการไว้กับรอง           

นายกรัฐมนตรี จะต้องรายงานผลการพัฒนาการปฏิบัติราชการ ตามประเด็นการประเมินผลและตัวชี้วัดที่ได้ระบุไว้ไปยังสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อทำการประเมินผล

5. จังหวัดที่มีผลการปฏิบัติรายการโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเกณฑ์การประเมินผลที่กำหนด จึงมีสิทธิได้รับสิ่งจูงใจ โดยปริมาณของสิ่งจูงใจที่จะได้รับขึ้นอยู่กับผลการปฏิบัติราชการและงบประมาณที่จะได้รับการจัดสรร

 

วิทยาลัยเทคโนโลยีตากสินบริหารธุรกิจ 
79 หมู่ 4 ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9  ตำบลปัถวี  อำเภอมะขาม  จังหวัดจันทบุรี  22150  
Tel : 0 3938 9555 มือถือ 08 6344 9588  E-mail : fbtbac@gmail.com
 
เว็บสำเร็จรูป
×